ธุรกิจสินเชื่อ ลีสซิ่ง และเช่าซื้อ คือกลุ่มธุรกิจที่มีปริมาณตราสารสูงที่สุดในบรรดาผู้มีหน้าที่เสีย “อากรแสตมป์” ทั้งหมด ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งอาจอนุมัติสินเชื่อหลายร้อยรายการต่อวัน บริษัทเช่าซื้อรถยนต์มีสัญญาใหม่นับพันฉบับต่อเดือน และบริษัท Non-bank ที่ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลอาจมีสัญญากู้ยืมเกิดใหม่ทุกชั่วโมง
ทุกรายการล้วนมีภาระอากรแสตมป์ที่ต้องจัดการอย่างถูกต้องและทันเวลา ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่ “รู้หรือไม่ว่าต้องเสีย” แต่อยู่ที่ “จะบริหารปริมาณมหาศาลเหล่านั้นอย่างไรให้ไม่พลาดสักรายการเดียว”
บทความนี้รวบรวมทุก pain point ที่ธุรกิจในกลุ่มนี้ต้องเผชิญ พร้อมแนะนำแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง
ตราสารที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสินเชื่อและลีสซิ่ง
ก่อนพูดถึงปัญหา ต้องรู้ก่อนว่าธุรกิจประเภทนี้เกี่ยวข้องกับตราสารอากรแสตมป์ประเภทใดบ้าง เพราะแต่ละประเภทมีอัตราอากร ผู้มีหน้าที่เสีย และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน
ตราสาร 5 — กู้ยืมเงินหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร ตราสารหลักของธนาคารพาณิชย์และ Non-bank ทุกราย สัญญากู้ยืมเงินทุกฉบับไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ หรือการตกลงเบิกเกินบัญชี ล้วนตกอยู่ในตราสารประเภทนี้
ตราสาร 3 — เช่าซื้อทรัพย์สิน ครอบคลุมสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องจักร อุปกรณ์ และทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งเป็นแกนหลักของธุรกิจ Leasing และ Hire Purchase
ตราสาร 17 — ค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันที่มักมาคู่กับสัญญากู้ยืม โดยเฉพาะสินเชื่อ SME และสินเชื่อธุรกิจที่ต้องมีผู้ค้ำประกัน
ตราสาร 18 — จำนำ สัญญาจำนำทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ซึ่งต้องยื่นชำระอากรก่อนกระทำตราสาร หรือในทันทีที่ทำตราสาร
ตราสาร 28(ค) — ใบรับสำหรับการขาย ขายฝาก ให้เช่าซื้อ หรือโอนกรรมสิทธิ์ยานพาหนะ กรณีเช่าซื้อยานพาหนะที่ต้องจดทะเบียน เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตราสารนี้มีเงื่อนไขพิเศษคือต้องชำระค่าอากรก่อนหรือในวันที่มีการรับจดทะเบียนยานพาหนะ ซึ่งแตกต่างจากตราสารทั่วไปที่มีกรอบ 15 วัน
ตราสาร 9(1) และ 9(2) — ตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่ใช้ในธุรกรรมทางการเงินบางประเภท เช่น การออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหลักฐานการกู้
ธุรกิจสินเชื่อและลีสซิ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับตราสารหลายประเภทพร้อมกันในการดำเนินงานปกติ และแต่ละตราสารมีกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติแตกต่างกัน นี่คือจุดเริ่มต้นของความซับซ้อนที่หลายองค์กรประเมินต่ำเกินไป
กรอบเวลาที่ต้องรู้: ไม่ใช่แค่ “15 วัน” เสมอไป
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าตราสารทุกประเภทมีกรอบเวลา 15 วันเท่ากันหมด แต่ในความเป็นจริง กฎหมายแบ่งออกตามประเภทตราสาร ดังนี้:
สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Contract) ทุกประเภท กฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรยื่นขอเสียอากรเป็นตัวเงินและชำระเงินค่าอากร ก่อนกระทำตราสาร หรือภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันกระทำตราสาร โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่ถ้าวันสุดท้ายตรงกับวันหยุดราชการ ให้ยื่นได้ภายในวันทำการถัดไป
สำหรับตราสารกระดาษ (กลุ่มที่ 1) เช่น สัญญาเช่าที่ดิน จ้างทำของ ให้ชำระอากรเป็นตัวเงินก่อนกระทำตราสาร หรือภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันกระทำตราสาร
สำหรับตราสารกระดาษ (กลุ่มที่ 2) ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน เช็ค เช่าซื้อทรัพย์สิน กู้ยืมเงิน กรมธรรม์ประกันภัย ค้ำประกัน และอื่นๆ ให้ชำระเดือนละ 2 งวด คือ งวดที่ 1 สำหรับรายการวันที่ 1–15 ให้ยื่นชำระภายในวันที่ 22 ของเดือนเดียวกัน และงวดที่ 2 สำหรับรายการวันที่ 16–สิ้นเดือน ให้ยื่นชำระภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
สำหรับตราสารกระดาษ (กลุ่มที่ 3) ได้แก่
- โอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตรและใบรับรองหนี้ ซึ่งบริษัท สมาคม คณะบุคคล หรือองค์กรใดๆ เป็นผู้ออก
- เช่าทรัพย์ทรัพย์สิน กรณีที่มิใช่ นิติบุคคลเป็นผู้ให้เช่าซื้อทรัพย์สิน เฉพาะที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ และยานพาหนะที่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะที่ใช้แล้ว รวมถึงมิใช่ สถาบันการเงิน หรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เป็นผู้ให้เช่าซื้อทรัพย์สิน
- กู้ยืมเงิน หรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร กรณีมิใช่สถาบันการเงิน หรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับเป็นผู้ให้กู้ หรือตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร
- ตั๋วแลกเงินหรือตราสารทำนองเดียวกับที่ใช้อย่างตั๋วแลกเงิน กรณีมิใช่ธนาคารประกอบกิจการในราชอาณาจักร หรือธนาคารประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร เป็นผู้สั่งจ่าย
- ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตราสารทำนองเดียวกับที่ใช้อย่างตั๋วสัญญาใช้เงิน กรณีมิใช่เป็นบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์เป็นผู้ออกตั๋ว
- ใบหุ้น หรือใบหุ้นกู้ หรือใบรับรองหนี้ของบริษัท สมาคมคณะบุคคลหรือองค์การใด ๆ กรณีมิใช่ ผู้ทรงตราสารชำระอากรเป็นตัวเงินไว้ต่อตลาดหลักทรัพย์
- ใบรับของ ซึ่งออกให้เนื่องในกิจการรับขนส่งสินค้าโดยทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ กรณีมิใช่เป็นกิจการรับขนส่งทางอากาศที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
- ค้ำประกัน กรณีมิใช่ ผู้ค้ำประกันชำระอากรเป็นตัวเงินไว้ต่อบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือธนาคาร
- ใบรับสำหรับการขาย ขายฝาก ให้เช่าซื้อ หรือโอนกรรมสิทธิ์ยานพาหนะ ทั้งนี้ เฉพาะยานพาหนะซึ่งมีการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ กรณีมิใช่ นิติบุคคลเป็นผู้ขาย และผู้ให้เช่าซื้อยานพาหนะนั้น ทั้งนี้ ไม่รวมถึงยานพาหนะที่ใช้แล้ว
ต้องยื่นก่อนกระทำ หรือในทันทีที่ทำตราสาร ไม่มีกรอบผ่อนปรน 15 วัน
การจัดการตราสารหลายประเภทพร้อมกัน โดยแต่ละประเภทมีกรอบเวลาที่ต่างกัน คือหนึ่งใน pain point ที่ซับซ้อนที่สุดของธุรกิจกลุ่มนี้
บทลงโทษและเงินเพิ่มที่ต้องเข้าใจก่อนจะสายเกินไป
ประมวลรัษฎากรกำหนดเงินเพิ่มอากรและบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน โดยแบ่งตามที่มาของการตรวจพบ ดังนี้
กรณีขอเสียอากรเองก่อนถูกตรวจพบ (มาตรา 113)
หากยื่นเกินกำหนดไม่เกิน 15 วัน ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แต่หากเกินกว่านั้น จะต้องเสียเงินเพิ่มอากร ดังนี้
- เกินกำหนด ไม่เกิน 90 วัน — เสียเงินเพิ่ม 2 เท่าของค่าอากร หรือ 4 บาท แล้วแต่อย่างใดมากกว่า
- เกินกำหนด เกิน 90 วัน — เสียเงินเพิ่ม 5 เท่าของค่าอากร หรือ 10 บาท แล้วแต่อย่างใดมากกว่า
กรณีเจ้าพนักงานตรวจพบเอง (มาตรา 114)
หากถูกตรวจพบโดยไม่ได้ยื่นเอง บทลงโทษหนักกว่ากรณีขอเสียอากรเองอย่างมีนัยสำคัญ และคำนวณตามอัตราที่กำหนดในมาตรา 114
การขอลดเงินเพิ่มอากร (กฎกระทรวง ฉบับที่ 129 พ.ศ. 2512)
กฎหมายเปิดช่องให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรที่ไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยง ยื่นคำร้องขอลดเงินเพิ่มอากรได้ โดยต้องชี้แจงเหตุผลโดยสุจริตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และยินยอมชำระภายใน 10 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง ซึ่งหลักเกณฑ์การลดกำหนดไว้ดังนี้
สถานการณ์ | อัตราที่ต้องเสีย (จากเงินเพิ่มเต็มตามมาตรา 113 หรือ 114) |
ตราสารปิดแสตมป์แล้ว แต่ปิดไม่บริบูรณ์ | ร้อยละ 20 ของเงินเพิ่มอากร |
ตราสารมิได้ปิดแสตมป์เลย | ร้อยละ 25 ของเงินเพิ่มอากร |
มิได้ออกใบรับตามมาตรา 105 | ร้อยละ 50 ของเงินเพิ่มอากร |
ทั้งนี้ อธิบดีกรมสรรพากรอาจพิจารณาให้เสียน้อยกว่าอัตราดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของเงินอากร นับแต่วันที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์
ผลกระทบต่อธุรกิจที่มีตราสารจำนวนมาก
สำหรับธุรกิจสินเชื่อและลีสซิ่งที่มีตราสารหลายพันรายการต่อเดือน หากมีรายการพลาดกำหนดเพียงหนึ่งชุด เงินเพิ่มอากรจะถูกคำนวณทุกรายการในชุดนั้น ไม่ใช่แค่รายการเดียว แม้จะขอลดตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 129 ได้ แต่กระบวนการยื่นคำร้องก็ใช้เวลาและทรัพยากรของทีมที่ต้องบริหารให้ดี ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดการพลาดกำหนดตั้งแต่ต้น
5 Pain Point จริงของธุรกิจสินเชื่อและลีสซิ่ง
Pain Point 1: ปริมาณตราสารมหาศาลที่เกิดขึ้นทุกวัน
ธุรกิจสินเชื่อไม่ได้ทำสัญญาทีละฉบับ แต่อนุมัติสินเชื่อปริมาณมาก รายวันหรือรายชั่วโมง สัญญากู้ยืม 500 ฉบับที่อนุมัติในวันจันทร์มีกำหนดยื่นอากรภายใน 15 วัน และวันอังคารก็มีชุดใหม่ตามมา กระบวนการที่อาศัยคนทำทีละรายการไม่สามารถรองรับปริมาณนี้ได้อย่างยั่งยืน
Pain Point 2: ตราสารหลายประเภทในธุรกรรมเดียวกัน
สินเชื่อเช่าซื้อยานพาหนะหนึ่งรายการอาจก่อให้เกิดตราสารพร้อมกันถึง 3 ประเภท ได้แก่ สัญญาเช่าซื้อ (ตราสาร 3), สัญญาค้ำประกัน (ตราสาร 17) และใบรับยานพาหนะ (ตราสาร 28ค) ซึ่งแต่ละประเภทมีกรอบเวลาและวิธีคำนวณค่าอากรที่ต่างกัน
Pain Point 3: การยื่นเพิ่มเติมเมื่อสัญญามีการเปลี่ยนแปลง
สัญญาสินเชื่อในโลกความเป็นจริงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอด ทั้งการ refinance, การขยายวงเงิน (increase limit) หรือการยื่นชำระขาดกรณีชำระอากรไว้น้อยกว่าที่ควร กรณีเหล่านี้ต้องยื่นอากรเพิ่มเติมโดยอ้างอิงตราสารเดิม ซึ่งถ้าไม่มีระบบที่จัดการได้ การติดตามว่ารายการใดยังค้างอยู่แทบเป็นไปไม่ได้
Pain Point 4: ความเสี่ยงจาก Core Banking System ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับกระบวนการอากรแสตมป์
ระบบ Core Banking หรือ Loan Origination System ขององค์กรส่วนใหญ่บันทึกสัญญาและอนุมัติสินเชื่อ แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกระบวนการอากรแสตมป์ ทีมบัญชีจึงต้อง export ข้อมูลออกมา แปลงรูปแบบ แล้วนำเข้าระบบกรมสรรพากรเอง ซึ่งมีจุดเสี่ยงที่ข้อมูลอาจผิดพลาดหรือสูญหายระหว่างทางได้ทุกขั้นตอน
Pain Point 5: การตรวจสอบย้อนหลังเมื่อถูก Audit
เมื่อถูกสำนักงานสรรพากรหรือ external auditor ขอตรวจสอบ ทีมต้องพิสูจน์ได้ว่าสัญญาทุกฉบับในช่วงที่ถูกตรวจนั้นเสียอากรครบถ้วนและทันเวลา รหัสรับรองการเสียอากรแสตมป์ที่ต้องผนวกกับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกฉบับคือหลักฐานสำคัญที่ต้องจัดเก็บและค้นหาได้ทันที
GeStamp Duty: ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้โดยตรง
GeStamp Duty คือระบบบริหารข้อมูลขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ (อ.ส.9) และตราสารกระดาษ (อ.ส.4, อ.ส.4ก, อ.ส.4ข) บนระบบออนไลน์ ซึ่งทำงานผ่าน API ที่กรมสรรพากรเปิดให้บริการ รองรับตราสาร 27 ประเภท และได้รับการรับรองจาก ETDA ให้เป็นผู้ให้บริการตัวแทนเพื่อจัดทำและยื่นขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน เป็นรายแรก ตามข้อเสนอแนะมาตรฐาน ขมธอ. 35-2567
แก้ Pain Point 1: นำเข้าข้อมูลจำนวนมากได้หลายช่องทาง
ระบบรองรับการนำเข้าข้อมูลผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ Web Upload, Web API, SFTP และ zDOX โดยรูปแบบไฟล์ที่รองรับครอบคลุม .xlsx, .csv และ .json ซึ่งเป็น format ที่ระบบ Core Banking และ Loan Origination System ส่วนใหญ่สามารถ export ออกมาได้โดยตรง ทำให้ขั้นตอนการแปลงข้อมูลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในกรณีที่ไฟล์มีรายการจำนวนมาก ระบบรองรับการส่งข้อมูล 100,000 รายการไปยัง API ของกรมสรรพากร
แก้ Pain Point 2: รองรับตราสาร 27 ประเภทพร้อม Validate อัตโนมัติ
ระบบรองรับตราสารทุกประเภทที่ธุรกิจสินเชื่อและลีสซิ่งใช้งาน ตั้งแต่ตราสาร 3, 5, 17, 18 ไปจนถึง 28(ค) เมื่อนำเข้าข้อมูล ระบบจะตรวจสอบความถูกต้องทุกรายการโดยอัตโนมัติ หากพบรายการที่ไม่ถูกต้อง ระบบจะแยกออกมาพร้อมไฮไลท์และบอกสาเหตุที่ชัดเจน ผู้ใช้งานสามารถแก้ไขได้จากหน้าจอโดยตรง หรือ export ออกมาเป็นไฟล์ Excel (ซึ่งจะแสดง Cell สีแดงพร้อม Note บอกข้อผิดพลาด) เพื่อให้เมื่อแก้ไขแล้วสามารถ import กลับเข้ามาใหม่
ระบบยังคำนวณค่าอากรแสตมป์ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แต่ละตราสารโดยอัตโนมัติ รวมถึงคำนวณเงินเพิ่มและค่าปรับเบื้องต้น กรณีรายการเกินกำหนดเวลา
แก้ Pain Point 3: รองรับการยื่นเพิ่มเติมหลายรูปแบบ
ระบบรองรับการยื่นได้หลายรูปแบบตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ ได้แก่ การยื่นปกติ (new entry), การยื่นเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญากรณีขยายวงเงิน (increase limit), การยื่นชำระขาดกรณีชำระไว้ไม่ครบ (additional) และการยื่นโดยอ้างอิงจากข้อมูลการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินแบบกระดาษ (อส.4) เดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในระบบเดียวกัน และติดตามสถานะแต่ละ batch ได้ตลอดเวลา
แก้ Pain Point 4: เชื่อมต่อกับระบบ Core Banking ผ่าน API และ SFTP
สำหรับองค์กรที่ต้องการระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ GeStamp Duty รองรับการรับข้อมูลผ่าน SFTP และ Web API โดยทีม IT ขององค์กรสามารถตั้งค่าให้ระบบ Core Banking ส่งไฟล์ข้อมูลสัญญาใหม่มายัง folder SFTP โดยอัตโนมัติ และระบบจะดำเนินการ validate, คำนวณอากร และ submit ไปยังกรมสรรพากรตาม schedule ที่กำหนด โดยไม่ต้องอาศัยการดำเนินการด้วยมือแต่ละวัน
นอกจากนี้ ระบบยังรองรับ Schedule Submit ที่ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดจำนวนวันล่วงหน้าให้ระบบส่งข้อมูลอัตโนมัติตามกรอบกฎหมาย โดยยึดตามกฎของกรมสรรพากรที่กำหนดให้ยื่นภายใน 15 วัน
แก้ Pain Point 5: Audit Trail ครบถ้วนและรับใบเสร็จเป็น Batch
ระบบบันทึก Audit Log ทุก activity ของผู้ใช้งาน และรองรับการรับไฟล์ชุดใบเสร็จ (รหัสรับรองการเสียอากรแสตมป์ + ใบเสร็จรับเงิน) ผ่าน Web, SFTP หรือ zDOX ทำให้สามารถนำรหัสรับรองไปผนวกกับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยอัตโนมัติในระบบของบริษัท
สำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง รายงาน Monthly Usage และ Monthly Transactions แสดงข้อมูลตามบริษัทในเครือและสามารถ export ออกมาเป็น Excel ได้ ทำให้การตอบคำถาม auditor ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แทนที่จะต้องค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง
สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนปรับปรุงกระบวนการ
หากองค์กรของคุณอยู่ในธุรกิจสินเชื่อหรือลีสซิ่ง ลองประเมินกระบวนการปัจจุบันด้วยคำถามเหล่านี้:
- สัญญาทุกฉบับที่อนุมัติในสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกนำเข้าระบบอากรแสตมป์แล้วหรือยัง?
- ตราสาร 28(ค) ของรายการเช่าซื้อยานพาหนะที่จดทะเบียนเมื่อวานนี้ — ชำระอากรทันกำหนดหรือไม่?
- สัญญาค้ำประกันที่มาพร้อมกับสัญญากู้ยืมทุกรายการ — ถูกยื่นอากรแยกต่างหากหรือเปล่า?
- ถ้าวันนี้มีการตรวจสอบ สามารถแสดงหลักฐานรหัสรับรองการเสียอากรของสัญญาทุกฉบับในปีที่ผ่านมาได้ภายในกี่ชั่วโมง?
ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างมั่นใจ แสดงว่ากระบวนการปัจจุบันรองรับได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้ายังลังเล นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าถึงเวลาต้องปรับปรุง
สรุป
ธุรกิจสินเชื่อและลีสซิ่งมีความซับซ้อนด้านอากรแสตมป์สูงกว่าธุรกิจทั่วไปในทุกมิติ ทั้งปริมาณตราสาร ความหลากหลายของประเภทตราสาร กรอบเวลาที่แตกต่างกัน และความจำเป็นในการ integrate กับระบบ Core Banking
GeStamp Duty ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้โดยตรง ด้วยการรองรับตราสาร 27 ประเภท, นำเข้าข้อมูลได้หลายช่องทางทั้ง Web, API, SFTP และ zDOX, ระบบ Validate และคำนวณอากรอัตโนมัติ, Schedule Submit ตามกรอบกฎหมาย และ Audit Trail ที่ครบถ้วนพร้อมส่ง auditor ได้ทันที ทั้งหมดนี้ทำงานผ่าน API ของกรมสรรพากรโดยตรง และได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022
ต้องการดูว่าระบบทำงานกับข้อมูลจริงของธุรกิจคุณอย่างไร? ขอ Demo ฟรี หรือติดต่อทีมงานได้ที่ 02-026-5255 ทุกวันทำการ
